Home เรื่องน่ารู้ ผลวิจัยชี้ คนที่ขี้ลืมที่สุด คือคนที่ฉลาดที่สุด

ผลวิจัยชี้ คนที่ขี้ลืมที่สุด คือคนที่ฉลาดที่สุด

21 second read
2

ผลวิจัยชี้ คนที่ขี้ลืมที่สุด คือคนที่ฉลาดที่สุด

เผยความลับสมอง จากสองนักวิจัยแห่งแคนนาดา

 

ใครเคยถูกด่าเพราะตัวเองเป็นคนขี้หลงขี้ลืม ขอให้ยกมือขึ้น!

ลืมความเจ็บปวดที่เคยถูกต่อว่านั้นไป ทำใจให้สบายและมาอ่านเรื่องราว

ที่เรานำมาเสนอในวันนี้ เพราะล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้

มีผลการวิจัยจากต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นแล้วว่า

คนขี้ลืมไม่ได้หมายความว่าเป็นคนโง่! แต่คนขี้ลืมคือคนฉลาดต่างหากล่ะ!

Paul Frankland และ Blake Richards

สองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทรอนโต ประเทศแคนาดา

ผู้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องกลไกการทำงานของสมอง

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ และพวกเขาก็ได้พบว่า

ความขี้หลงขี้ลืมไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพในการเรียกคืนข้อมูลล้มเหลว

หากแต่นี่เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้สมองสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ

และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

Blake Richards กล่าวว่า เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ สมองของคนเราต้องลืม

หรือตัดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง และให้ความสนใจ

หรือให้ความสำคัญกับเรื่องที่จำเป็นหรือเรื่องที่ต้องตัดสินใจในช่วงเวลา ณ ขณะนั้น

เพราะถ้าคุณพยายามจะจำทุกสิ่งอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

สมองของคุณก็จะอัดแน่นไปด้วยความจำเหล่านั้นมากเกินไป

ทำให้สมองเบลอ เชื่องช้า ส่งผลให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ทำได้ยาก

พูดง่ายๆ ก็คือ คุณจะลังเลไม่กล้าตัดสินใจในทุกๆ เรื่องนั่นเอง

และสมองของคนเราเป็นตัวกรองข้อมูลชั้นดี นั่นหมายความว่า

อะไรที่ไม่สำคัญก็ควรจะลืมๆ มันไปซะ

เหมือนเป็นการเคลียร์สมองเพื่อเก็บพื้นที่เอาไว้จดจำในเรื่องที่สำคัญๆ

หรือเรื่องที่ตัวเองสนใจก็เพียงพอแล้ว

Paul Frankland ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า

“จากผลการวิจัยที่เราได้ศึกษาค้นคว้ากันมา แสดงให้เห็นว่า

สมองของคนเรามีกลไกบางอย่างที่สนับสนุนให้เกิดอาการหลงๆ ลืมๆ

ซึ่งมันแตกต่างจากกลไกของสมองที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกข้อมูลเป็นอย่างมาก

และประโยชน์ของเจ้ากลไกชนิดนี้ก็คือ

ทำให้คนที่ขี้ลืมนั้นมีความคิดความอ่านที่ฉลาดและหลักแหลมนั่นเอง”

 

อย่างไรก็ตามนักวิจัยทั้งสองคนก็ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

ผลงานวิจัยของพวกเขาชิ้นนี้หมายถึงคนที่มีนิสัยขี้ลืมหน่อยๆ

ไม่ได้หมายถึงคนที่ขี้หลงขี้ลืมมากๆ ชนิดที่ว่าจำเรื่องราวสำคัญๆ ต่างๆ ไม่ได้เลย

เพราะนั่นคืออาการป่วยหรือเป็นอาการของโรคความจำเสื่อม

ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับผลการวิจัย แต่ควรได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจะเป็นการดีที่สุดนั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มาคิดเป็น.com

Load More Related Articles
Load More By ผู้เขียน
Load More In เรื่องน่ารู้

Check Also

ลองทำดู แค่ 5 นาที สวดมนต์ตอนเช้า รับวันใหม่ที่สดใส

ลองทำดู แค่ 5 นาที สวดมนต์ตอนเช้า รับวันใหม่ที่สดใส การ … …